<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>OSP LEGAL</title>
	<atom:link href="https://osp-legal.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://osp-legal.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Dec 2025 10:52:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://osp-legal.com/wp-content/uploads/2025/03/mpqruvwz0278.webp</url>
	<title>OSP LEGAL</title>
	<link>https://osp-legal.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นบริษัทต่างด้าวและการล้มละลายข้ามชาติ</title>
		<link>https://osp-legal.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1/</link>
					<comments>https://osp-legal.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[pijitrawork@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 04:24:38 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://osp-legal.com/?p=1117</guid>

					<description><![CDATA[เดิมตามกฎหมายในเรื่องการบังคับคดีและล้มละลาย เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิ ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เดิมตามกฎหมายในเรื่องการบังคับคดีและล้มละลาย เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิ ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เฉพาะที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ไม่สามารถไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ที่อยู่ต่างประเทศได้</p>
<p>เพื่อให้มีการรับรองรับการล้มละลายระหว่างประเทศตามกรอบของคณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศให้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันมี 41 ประเทศที่ยึดหลักกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติ ซึ่งในภูมิภาคเอเชียมี 3 ประเทศ ได้แก่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์และประเทศสิงคโปร์ ที่กำลังปรับปรุงกฎหมายเพื่อจะติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ที่อยู่ต่างประเทศ</p>
<p>สืบเนื่องจากคนที่อยู่ในวงการนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายไม่ค่อยเชื่อมั่นในกระบวนการล้มละลายของไทย เพราะปัจจุบันการค้า การลงทุนของโลกได้เชื่อมโยงกันเกือบหมด และบรรดาลูกหนี้ทั้งหลายมักจะซุกซ่อนทรัพย์สินไว้ในต่างประเทศ เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินเกิดขึ้นหรือถึงขั้นอาจล้มละลาย แต่เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอยู่นอกราชอาณาจักร แต่ไม่สามารถยึดมาชำระหนี้ได้เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจ จึงกลายเป็นความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน</p>
<p>จึงเห็นควรจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการบังคับคดีกับทรัพย์สินที่อยู่ต่างประเทศ รวมทั้งการล้มละลายเพื่อให้ทันยุคทันสมัย เพราะกฎหมายล้มละลายของไทยบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 นับถึงปัจจุบันเป็นเวลานานถึง 77 ปี แล้ว แม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอยู่บ้าง แต่ถือว่ากฎหมายล้มละลายได้บังคับใช้มานานพอสมควร</p>
<p>บางครั้งกระบวนการล้มละลายของลูกหนี้จะมีความสลับซับซ้อน และโดยหลักทั่วไปหากว่า บุคคลธรรมดาเป็นหนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และหนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องลูกหนี้ล้มละลายได้</p>
<p>แม้ลูกหนี้จะถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย แต่ยังมีกระบวนการฟื้นฟูกิจการ การประนอมหนี้ก่อนและหลังการล้มละลาย เปิดโอกาสให้ลูกหนี้เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ให้ต้องล้มละลาย</p>
<p>หากไม่สำเร็จต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิรวบทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย เมื่อลูกหนี้ล้มละลายเจ้าหนี้อื่นต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด ทำให้เห็นได้ว่าเมื่อลูกหนี้ล้มละลายย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์สินทั้งหลายของตัวเอง และเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ต้องเข้ามาจัดการตามกฎหมาย</p>
<p>เดิมเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะรวบรวมได้เฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างมากในการบังคับคดี</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://osp-legal.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บัตร ATM/เดบิตหาย คนร้ายใช้รูดซื้อของ ธนาคารต้องคืนเงินไหม?</title>
		<link>https://osp-legal.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-atm-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/</link>
					<comments>https://osp-legal.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-atm-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[pijitrawork@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 04:19:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://osp-legal.com/?p=1112</guid>

					<description><![CDATA[เหตุการณ์ที่น่าตกใจและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บัตร ATM หรือบัตรเดบิต คือการพบว่าบัตรหายไป และมีคนร้ายนำไปใช้จ่าย โดยเฉพาะการนำไป "รูดซื้อสินค้า"]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เหตุการณ์ที่น่าตกใจและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บัตร ATM หรือบัตรเดบิต คือการพบว่าบัตรหายไป และมีคนร้ายนำไปใช้จ่าย โดยเฉพาะการนำไป &#8220;รูดซื้อสินค้า&#8221; ตามร้านค้าต่างๆ ทำให้เงินในบัญชีของเราหายไป คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ในกรณีเช่นนี้ ธนาคารผู้ออกบัตรจะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้เราหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ได้ให้แนวทางที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไว้</p>
<h5>การใช้บัตร: &#8220;รูดซื้อสินค้า&#8221; แตกต่างจาก &#8220;กดเงินสด&#8221;</h5>
<p>ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การที่คนร้ายนำบัตรไปใช้มีหลายรูปแบบ กรณีที่เราจะเน้นในบทความนี้คือการนำบัตรเดบิต/ATM ไปรูดซื้อสินค้าหรือบริการ ณ จุดขาย (POS) ซึ่งโดยทั่วไปมักจะต้องมีการ &#8220;ลงลายมือชื่อ&#8221; บนสลิป ไม่ใช่กรณีที่คนร้ายรู้ PIN แล้วนำไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ซึ่งหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบอาจแตกต่างกัน</p>
<h5>จุดชี้ขาด: เมื่อ &#8220;ร้านค้าไม่ตรวจสอบลายมือชื่อ&#8221;</h5>
<p>ตามข้อตกลงระหว่างร้านค้ากับธนาคารเจ้าของเครื่องรูดบัตร (EDC) โดยทั่วไปแล้ว ร้านค้ามีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายมือชื่อที่ลูกค้าเซ็นบนสลิป เปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตรเดบิต/ATM ก่อนรับชำระเงิน<br />
หากเกิดกรณีที่บัตรหายหรือถูกขโมย แล้วคนร้ายนำไปรูดซื้อสินค้า และ &#8220;ร้านค้าละเลย ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อ&#8221; หรือตรวจสอบแล้วแต่ประมาทเลินเล่อ ปล่อยให้มีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น ถือว่าร้านค้าเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงที่มีต่อธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC</p>
<h5>ธนาคารผู้ออกบัตรต้องรับผิดชอบหรือไม่? แนวคำพิพากษาฎีกา 4568/2566</h5>
<p>เมื่อร้านค้าซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC ปฏิบัติผิดเงื่อนไขดังกล่าว ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ได้วางหลักไว้ว่า ธนาคารผู้ออกบัตร (ซึ่งถือเป็นตัวการของธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC อีกทอดหนึ่ง) ไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บัตรที่ลูกค้าทำไว้กับธนาคาร มาเป็นข้อยกเว้นเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบได้<br />
พูดง่ายๆ คือ แม้ในสัญญาเปิดบัตรอาจจะเขียนว่าผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบความเสียหายหากบัตรสูญหาย แต่เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของฝั่งร้านค้า (ที่ไม่ตรวจลายเซ็น) ธนาคารผู้ออกบัตรก็ต้องรับผิดชอบ คืนเงินที่ถูกหักออกจากบัญชีไปให้กับเจ้าของบัตร โดยเจ้าของบัตรไม่จำเป็นต้องไปไล่เบี้ยหรือฟ้องร้องร้านค้าเอง</p>
<h5>แต่อาจไม่ได้รับคืนเต็ม 100%: เมื่อเจ้าของบัตร &#8220;ประมาทเลินเล่อ&#8221; ด้วย</h5>
<p>อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาฎีกาที่ 4568/2566 เดียวกันนี้ ศาลก็ได้พิจารณาถึงความประมาทเลินเล่อของเจ้าของบัตร (โจทก์) เองด้วย ในการที่ &#8220;ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาบัตรเดบิต&#8221; ตามที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำ<br />
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดของทั้งสองฝ่าย (คือ ร้านค้า/ธนาคาร และตัวเจ้าของบัตรเอง) ศาลจึงนำหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง เรื่อง &#8220;ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากความผิดของทั้งสองฝ่าย&#8221; มาปรับใช้ โดยพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดในคดีดังกล่าว ศาลเห็นควรกำหนดให้ธนาคาร (จำเลย) รับผิดคืนเงินแก่เจ้าของบัตร (โจทก์) เป็นจำนวน &#8220;สามในสี่&#8221; (3/4) ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิตไปโดยทุจริต<br />
นี่เป็นจุดสำคัญที่ผู้ถือบัตรต้องทราบว่า แม้ธนาคารอาจจะต้องรับผิดชอบ แต่หากเราเองก็มีส่วนประมาทในการทำบัตรหาย ศาลก็อาจไม่ได้สั่งให้ธนาคารคืนเงินเต็มจำนวนเสมอไป</p>
<h5>บัตร ATM/เดบิตหาย ควรทำอย่างไร?</h5>
<ol>
<li>แจ้งอายัดทันที: เมื่อรู้ตัวว่าบัตรหายหรือถูกขโมย สิ่งแรกที่ต้องทำคือติดต่อ Call Center หรือช่องทางอื่นๆ ของธนาคารเพื่อแจ้งอายัดบัตรทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งเร็วยิ่งดี เพื่อหยุดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่ม</li>
<li>เก็บหลักฐานการแจ้ง: จดบันทึกวัน เวลา ชื่อเจ้าหน้าที่ที่รับแจ้ง หรือเก็บข้อความ SMS ยืนยันการอายัดไว้เป็นหลักฐาน</li>
<li>ตรวจสอบรายการเดินบัญชี: ตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวในบัญชีอย่างละเอียด ว่ามีรายการใดผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากบัตรหายหรือไม่</li>
<li>ติดต่อธนาคารเพื่อปฏิเสธรายการ: หากพบรายการที่ทุจริต ให้รีบติดต่อธนาคารสาขาเพื่อทำเรื่องปฏิเสธรายการ และขอให้ธนาคารคืนเงิน</li>
<li>รวบรวมเอกสาร: เตรียมเอกสารส่วนตัว และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ใบแจ้งความถ้ามี, หลักฐานการอายัด, รายการเดินบัญชี)</li>
<li>ปรึกษาทนายความ: หากธนาคารปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือมีข้อโต้แย้ง ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหาแนวทางดำเนินการต่อไป</li>
</ol>
<h5>สรุป</h5>
<p>กรณีบัตร ATM/เดบิตหาย แล้วถูกคนร้ายนำไปรูดซื้อสินค้าโดยที่ร้านค้าไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ธนาคารผู้ออกบัตรมีแนวโน้มที่จะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้เจ้าของบัตร อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของบัตรเองก็มีส่วนประมาทในการทำบัตรหาย ศาลอาจกำหนดให้ธนาคารรับผิดเพียงบางส่วน การระมัดระวังรักษาบัตรและการแจ้งอายัดทันทีเมื่อบัตรหายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>หากคุณประสบปัญหาบัตรหาย ถูกนำไปใช้ และมีข้อโต้แย้งกับธนาคาร OSP LEGAL พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือคุณ ติดต่อเราเพื่อนัดหมายปรึกษาเบื้องต้นได้ทาง <strong>Line: @osp-legal</strong> หรือ <strong>โทร 02-578-8303 และ 098-509-0956</strong></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://osp-legal.com/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3-atm-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คืนรถยนต์ให้ไฟแนนซ์ก่อนสัญญาเลิก ทำไมถึงอาจไม่ต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่าง?</title>
		<link>https://osp-legal.com/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
					<comments>https://osp-legal.com/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[pijitrawork@gmail.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Apr 2025 03:42:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://osp-legal.com/?p=1105</guid>

					<description><![CDATA[หลายครั้งที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้ และตัดสินใจคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ)]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หลายครั้งที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้ และตัดสินใจคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) โดยหวังว่าจะจบปัญหา แต่แล้วกลับได้รับหนังสือทวงถาม หรือถูกฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง หรือค่าขาดราคาเพิ่มเติม ทำให้เกิดความสับสนและกังวลใจว่า เมื่อคืนรถไปแล้ว ทำไมยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้อีก? บทความนี้จะอธิบายหลักกฎหมายสำคัญที่ผู้เช่าซื้อควรรู้ ซึ่งอาจช่วยให้คุณไม่ต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่างนี้ก็เป็นได้</p>
<h5>&#8220;ค่าส่วนต่าง&#8221; หรือ &#8220;ค่าขาดราคา&#8221; คืออะไร? ทำไมไฟแนนซ์ถึงเรียกเก็บ?</h5>
<p>ตามสัญญาเช่าซื้อทั่วไป หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวด ไฟแนนซ์มักจะมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาและยึดรถคืน หากนำรถไปขายทอดตลาดแล้วได้ราคาต่ำกว่ายอดหนี้คงค้างตามสัญญา ส่วนต่างที่ขาดไปนี้เรียกว่า &#8220;ค่าขาดราคา&#8221; หรือ &#8220;ค่าส่วนต่าง&#8221; ซึ่งไฟแนนซ์มักจะอาศัยข้อสัญญาเดิมมาเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อ (และผู้ค้ำประกัน) รับผิดชอบ</p>
<h5>จุดสำคัญ: การคืนรถ &#8220;ก่อน&#8221; สัญญาเลิก และ &#8220;การเลิกสัญญาโดยปริยาย&#8221;</h5>
<p>ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ &#8220;ลำดับเหตุการณ์&#8221; ของการคืนรถและการเลิกสัญญา หากไฟแนนซ์ มาติดตามทวงถามหรือประสงค์จะยึดรถคืน ในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้ถูกบอกเลิกอย่างเป็นทางการ (ยังไม่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามขั้นตอน) และในขณะนั้น ผู้เช่าซื้อได้ให้ความยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนแก่ไฟแนนซ์ไปโดยดี ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน พฤติการณ์เช่นนี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 วางหลักไว้ว่า ถือเป็นการที่ทั้งสองฝ่าย &#8220;สมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย&#8221;<br />
การเลิกสัญญาโดยปริยาย หมายความว่า แม้จะไม่มีการทำเอกสารเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การกระทำของทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายหนึ่งประสงค์จะรับรถคืน อีกฝ่ายยินยอมส่งมอบคืน) ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาตกลงเลิกสัญญากันแล้ว ณ ขณะนั้น</p>
<h5>ผลของการเลิกสัญญาโดยปริยาย: ทำไมไฟแนนซ์เรียกค่าส่วนต่างไม่ได้?</h5>
<p>เมื่อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้ &#8220;เลิกกันโดยปริยาย&#8221; ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายแล้ว ผลทางกฎหมายคือ สิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมระงับสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่มีอะไรติดค้างกันตามสัญญาฉบับนั้นอีกต่อไป<br />
ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะนำข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อฉบับเดิมที่ได้เลิกกันไปแล้วนั้น มาใช้เป็นฐานในการฟ้องร้องเรียกค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างจากผู้เช่าซื้อได้อีก แม้ว่าในสัญญาเดิมอาจจะเขียนทำนองว่า แม้คืนรถแล้วก็ยังต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่างก็ตาม เพราะเมื่อสัญญาเลิกไปแล้ว ข้อตกลงนั้นก็สิ้นผลไปด้วย</p>
<h5>ข้อควรระวัง / กรณีที่แตกต่าง</h5>
<p>หลักการเรื่องเลิกสัญญาโดยปริยายนี้ จะใช้ได้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไข (ไฟแนนซ์รับรถคืนก่อนสัญญาเลิก + ผู้เช่าซื้อยินยอม) หากข้อเท็จจริงแตกต่างออกไป เช่น:</p>
<ul>
<li>ผู้เช่าซื้อโต้แย้ง คัดค้าน ไม่ยินยอมให้ไฟแนนซ์ยึดรถไป</li>
<li>ผู้ให้เช่าซื้อได้บอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน (เช่น มีหนังสือบอกกล่าวครบกำหนด) ก่อนที่จะมายึดรถคืน</li>
</ul>
<p>ในกรณีเหล่านี้ อาจไม่ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย และไฟแนนซ์อาจยังคงมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าส่วนต่างตามกฎหมายและข้อสัญญาได้ การพิจารณาจึงต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป</p>
<h5>คำแนะนำสำหรับผู้เช่าซื้อ</h5>
<p>หากคุณคืนรถให้ไฟแนนซ์ไปแล้ว และกำลังถูกทวงถามหรือฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง: ควรตรวจสอบลำดับเหตุการณ์และเอกสารต่างๆ หากเข้าลักษณะของการเลิกสัญญาโดยปริยาย ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อหาแนวทางต่อสู้คดี<br />
หากคุณกำลังประสบปัญหาผ่อนชำระค่างวด: ก่อนตัดสินใจคืนรถ ควรทำความเข้าใจผลทางกฎหมาย หรือปรึกษาทนายความถึงทางเลือกต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ เพื่อรักษาสิทธิ์ของคุณให้ดีที่สุด</p>
<h5>สรุป</h5>
<p>การที่ผู้เช่าซื้อยินยอมคืนรถยนต์ให้ไฟแนนซ์ก่อนที่สัญญาเช่าซื้อจะถูกบอกเลิกอย่างเป็นทางการนั้น ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย ซึ่งส่งผลให้ไฟแนนซ์หมดสิทธิ์ที่จะนำสัญญาเดิมมาฟ้องเรียกค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีมีความสำคัญอย่างยิ่ง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด</p>
<p>หากคุณกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ หรือถูกฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง ทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญจาก OSP LEGAL พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคดีของคุณ ติดต่อเราเพื่อนัดหมายปรึกษาเบื้องต้นได้ทาง <strong>Line: @osp-legal</strong> หรือ <strong>โทร 02-578-8303 และ 098-509-0956</strong></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://osp-legal.com/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
