บทความ

บัตร ATM/เดบิตหาย คนร้ายใช้รูดซื้อของ ธนาคารต้องคืนเงินไหม?

เหตุการณ์ที่น่าตกใจและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บัตร ATM หรือบัตรเดบิต คือการพบว่าบัตรหายไป และมีคนร้ายนำไปใช้จ่าย โดยเฉพาะการนำไป “รูดซื้อสินค้า” ตามร้านค้าต่างๆ ทำให้เงินในบัญชีของเราหายไป คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ในกรณีเช่นนี้ ธนาคารผู้ออกบัตรจะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้เราหรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ได้ให้แนวทางที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไว้

การใช้บัตร: “รูดซื้อสินค้า” แตกต่างจาก “กดเงินสด”

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การที่คนร้ายนำบัตรไปใช้มีหลายรูปแบบ กรณีที่เราจะเน้นในบทความนี้คือการนำบัตรเดบิต/ATM ไปรูดซื้อสินค้าหรือบริการ ณ จุดขาย (POS) ซึ่งโดยทั่วไปมักจะต้องมีการ “ลงลายมือชื่อ” บนสลิป ไม่ใช่กรณีที่คนร้ายรู้ PIN แล้วนำไปกดเงินสดที่ตู้ ATM ซึ่งหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบอาจแตกต่างกัน

จุดชี้ขาด: เมื่อ “ร้านค้าไม่ตรวจสอบลายมือชื่อ”

ตามข้อตกลงระหว่างร้านค้ากับธนาคารเจ้าของเครื่องรูดบัตร (EDC) โดยทั่วไปแล้ว ร้านค้ามีหน้าที่ต้องตรวจสอบลายมือชื่อที่ลูกค้าเซ็นบนสลิป เปรียบเทียบกับลายมือชื่อด้านหลังบัตรเดบิต/ATM ก่อนรับชำระเงิน
หากเกิดกรณีที่บัตรหายหรือถูกขโมย แล้วคนร้ายนำไปรูดซื้อสินค้า และ “ร้านค้าละเลย ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อ” หรือตรวจสอบแล้วแต่ประมาทเลินเล่อ ปล่อยให้มีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น ถือว่าร้านค้าเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดเงื่อนไขข้อตกลงที่มีต่อธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC

ธนาคารผู้ออกบัตรต้องรับผิดชอบหรือไม่? แนวคำพิพากษาฎีกา 4568/2566

เมื่อร้านค้าซึ่งเป็นตัวแทนของธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC ปฏิบัติผิดเงื่อนไขดังกล่าว ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ได้วางหลักไว้ว่า ธนาคารผู้ออกบัตร (ซึ่งถือเป็นตัวการของธนาคารเจ้าของเครื่อง EDC อีกทอดหนึ่ง) ไม่อาจยกเอาข้อตกลงการใช้บัตรที่ลูกค้าทำไว้กับธนาคาร มาเป็นข้อยกเว้นเพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบได้
พูดง่ายๆ คือ แม้ในสัญญาเปิดบัตรอาจจะเขียนว่าผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบความเสียหายหากบัตรสูญหาย แต่เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของฝั่งร้านค้า (ที่ไม่ตรวจลายเซ็น) ธนาคารผู้ออกบัตรก็ต้องรับผิดชอบ คืนเงินที่ถูกหักออกจากบัญชีไปให้กับเจ้าของบัตร โดยเจ้าของบัตรไม่จำเป็นต้องไปไล่เบี้ยหรือฟ้องร้องร้านค้าเอง

แต่อาจไม่ได้รับคืนเต็ม 100%: เมื่อเจ้าของบัตร “ประมาทเลินเล่อ” ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาฎีกาที่ 4568/2566 เดียวกันนี้ ศาลก็ได้พิจารณาถึงความประมาทเลินเล่อของเจ้าของบัตร (โจทก์) เองด้วย ในการที่ “ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาบัตรเดบิต” ตามที่บุคคลทั่วไปพึงกระทำ
เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดของทั้งสองฝ่าย (คือ ร้านค้า/ธนาคาร และตัวเจ้าของบัตรเอง) ศาลจึงนำหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 วรรคหนึ่ง เรื่อง “ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากความผิดของทั้งสองฝ่าย” มาปรับใช้ โดยพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดในคดีดังกล่าว ศาลเห็นควรกำหนดให้ธนาคาร (จำเลย) รับผิดคืนเงินแก่เจ้าของบัตร (โจทก์) เป็นจำนวน “สามในสี่” (3/4) ของจำนวนเงินที่มีการใช้บัตรเดบิตไปโดยทุจริต
นี่เป็นจุดสำคัญที่ผู้ถือบัตรต้องทราบว่า แม้ธนาคารอาจจะต้องรับผิดชอบ แต่หากเราเองก็มีส่วนประมาทในการทำบัตรหาย ศาลก็อาจไม่ได้สั่งให้ธนาคารคืนเงินเต็มจำนวนเสมอไป

บัตร ATM/เดบิตหาย ควรทำอย่างไร?
  1. แจ้งอายัดทันที: เมื่อรู้ตัวว่าบัตรหายหรือถูกขโมย สิ่งแรกที่ต้องทำคือติดต่อ Call Center หรือช่องทางอื่นๆ ของธนาคารเพื่อแจ้งอายัดบัตรทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งเร็วยิ่งดี เพื่อหยุดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่ม
  2. เก็บหลักฐานการแจ้ง: จดบันทึกวัน เวลา ชื่อเจ้าหน้าที่ที่รับแจ้ง หรือเก็บข้อความ SMS ยืนยันการอายัดไว้เป็นหลักฐาน
  3. ตรวจสอบรายการเดินบัญชี: ตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวในบัญชีอย่างละเอียด ว่ามีรายการใดผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากบัตรหายหรือไม่
  4. ติดต่อธนาคารเพื่อปฏิเสธรายการ: หากพบรายการที่ทุจริต ให้รีบติดต่อธนาคารสาขาเพื่อทำเรื่องปฏิเสธรายการ และขอให้ธนาคารคืนเงิน
  5. รวบรวมเอกสาร: เตรียมเอกสารส่วนตัว และหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (เช่น ใบแจ้งความถ้ามี, หลักฐานการอายัด, รายการเดินบัญชี)
  6. ปรึกษาทนายความ: หากธนาคารปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือมีข้อโต้แย้ง ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหาแนวทางดำเนินการต่อไป
สรุป

กรณีบัตร ATM/เดบิตหาย แล้วถูกคนร้ายนำไปรูดซื้อสินค้าโดยที่ร้านค้าไม่ได้ตรวจสอบลายมือชื่อ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566 ธนาคารผู้ออกบัตรมีแนวโน้มที่จะต้องรับผิดชอบคืนเงินให้เจ้าของบัตร อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของบัตรเองก็มีส่วนประมาทในการทำบัตรหาย ศาลอาจกำหนดให้ธนาคารรับผิดเพียงบางส่วน การระมัดระวังรักษาบัตรและการแจ้งอายัดทันทีเมื่อบัตรหายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หากคุณประสบปัญหาบัตรหาย ถูกนำไปใช้ และมีข้อโต้แย้งกับธนาคาร OSP LEGAL พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินแนวทางทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือคุณ ติดต่อเราเพื่อนัดหมายปรึกษาเบื้องต้นได้ทาง Line: @osp-legal หรือ โทร 02-578-8303 และ 098-509-0956

แชร์ :

Facebook
Twitter
LinkedIn
Email

บทความอื่นๆ

ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นบริษัทต่างด้าวและการล้มละลายข้ามชาติ

เดิมตามกฎหมายในเรื่องการบังคับคดีและล้มละลาย เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิ ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้

อ่านเพิ่มเติม »

บัตร ATM/เดบิตหาย คนร้ายใช้รูดซื้อของ ธนาคารต้องคืนเงินไหม?

เหตุการณ์ที่น่าตกใจและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บัตร ATM หรือบัตรเดบิต คือการพบว่าบัตรหายไป และมีคนร้ายนำไปใช้จ่าย

อ่านเพิ่มเติม »

คืนรถยนต์ให้ไฟแนนซ์ก่อนสัญญาเลิก ทำไมถึงอาจไม่ต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่าง?

หลายครั้งที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้ และตัดสินใจคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ)

อ่านเพิ่มเติม »

ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดี ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นบริษัทต่างด้าวและการล้มละลายข้ามชาติ

เดิมตามกฎหมายในเรื่องการบังคับคดีและล้มละลาย เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิ ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้

อ่านเพิ่มเติม »

บัตร ATM/เดบิตหาย คนร้ายใช้รูดซื้อของ ธนาคารต้องคืนเงินไหม?

เหตุการณ์ที่น่าตกใจและสร้างความกังวลใจให้กับผู้ใช้บัตร ATM หรือบัตรเดบิต คือการพบว่าบัตรหายไป และมีคนร้ายนำไปใช้จ่าย

อ่านเพิ่มเติม »

คืนรถยนต์ให้ไฟแนนซ์ก่อนสัญญาเลิก ทำไมถึงอาจไม่ต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่าง?

หลายครั้งที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้ และตัดสินใจคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ)

อ่านเพิ่มเติม »