หลายครั้งที่ผู้เช่าซื้อรถยนต์ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดต่อไปได้ และตัดสินใจคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) โดยหวังว่าจะจบปัญหา แต่แล้วกลับได้รับหนังสือทวงถาม หรือถูกฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง หรือค่าขาดราคาเพิ่มเติม ทำให้เกิดความสับสนและกังวลใจว่า เมื่อคืนรถไปแล้ว ทำไมยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้อีก? บทความนี้จะอธิบายหลักกฎหมายสำคัญที่ผู้เช่าซื้อควรรู้ ซึ่งอาจช่วยให้คุณไม่ต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่างนี้ก็เป็นได้
“ค่าส่วนต่าง” หรือ “ค่าขาดราคา” คืออะไร? ทำไมไฟแนนซ์ถึงเรียกเก็บ?
ตามสัญญาเช่าซื้อทั่วไป หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวด ไฟแนนซ์มักจะมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาและยึดรถคืน หากนำรถไปขายทอดตลาดแล้วได้ราคาต่ำกว่ายอดหนี้คงค้างตามสัญญา ส่วนต่างที่ขาดไปนี้เรียกว่า “ค่าขาดราคา” หรือ “ค่าส่วนต่าง” ซึ่งไฟแนนซ์มักจะอาศัยข้อสัญญาเดิมมาเรียกร้องให้ผู้เช่าซื้อ (และผู้ค้ำประกัน) รับผิดชอบ
จุดสำคัญ: การคืนรถ “ก่อน” สัญญาเลิก และ “การเลิกสัญญาโดยปริยาย”
ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ “ลำดับเหตุการณ์” ของการคืนรถและการเลิกสัญญา หากไฟแนนซ์ มาติดตามทวงถามหรือประสงค์จะยึดรถคืน ในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่ได้ถูกบอกเลิกอย่างเป็นทางการ (ยังไม่มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามขั้นตอน) และในขณะนั้น ผู้เช่าซื้อได้ให้ความยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนแก่ไฟแนนซ์ไปโดยดี ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน พฤติการณ์เช่นนี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 วางหลักไว้ว่า ถือเป็นการที่ทั้งสองฝ่าย “สมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย”
การเลิกสัญญาโดยปริยาย หมายความว่า แม้จะไม่มีการทำเอกสารเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การกระทำของทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายหนึ่งประสงค์จะรับรถคืน อีกฝ่ายยินยอมส่งมอบคืน) ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาตกลงเลิกสัญญากันแล้ว ณ ขณะนั้น
ผลของการเลิกสัญญาโดยปริยาย: ทำไมไฟแนนซ์เรียกค่าส่วนต่างไม่ได้?
เมื่อสัญญาเช่าซื้อถือว่าได้ “เลิกกันโดยปริยาย” ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายแล้ว ผลทางกฎหมายคือ สิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามสัญญาเช่าซื้อเดิมย่อมระงับสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่มีอะไรติดค้างกันตามสัญญาฉบับนั้นอีกต่อไป
ดังนั้น ผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะนำข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อฉบับเดิมที่ได้เลิกกันไปแล้วนั้น มาใช้เป็นฐานในการฟ้องร้องเรียกค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างจากผู้เช่าซื้อได้อีก แม้ว่าในสัญญาเดิมอาจจะเขียนทำนองว่า แม้คืนรถแล้วก็ยังต้องรับผิดชอบค่าส่วนต่างก็ตาม เพราะเมื่อสัญญาเลิกไปแล้ว ข้อตกลงนั้นก็สิ้นผลไปด้วย
ข้อควรระวัง / กรณีที่แตกต่าง
หลักการเรื่องเลิกสัญญาโดยปริยายนี้ จะใช้ได้เฉพาะกรณีที่เข้าเงื่อนไข (ไฟแนนซ์รับรถคืนก่อนสัญญาเลิก + ผู้เช่าซื้อยินยอม) หากข้อเท็จจริงแตกต่างออกไป เช่น:
- ผู้เช่าซื้อโต้แย้ง คัดค้าน ไม่ยินยอมให้ไฟแนนซ์ยึดรถไป
- ผู้ให้เช่าซื้อได้บอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน (เช่น มีหนังสือบอกกล่าวครบกำหนด) ก่อนที่จะมายึดรถคืน
ในกรณีเหล่านี้ อาจไม่ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย และไฟแนนซ์อาจยังคงมีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าส่วนต่างตามกฎหมายและข้อสัญญาได้ การพิจารณาจึงต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีไป
คำแนะนำสำหรับผู้เช่าซื้อ
หากคุณคืนรถให้ไฟแนนซ์ไปแล้ว และกำลังถูกทวงถามหรือฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง: ควรตรวจสอบลำดับเหตุการณ์และเอกสารต่างๆ หากเข้าลักษณะของการเลิกสัญญาโดยปริยาย ควรรีบปรึกษาทนายความ เพื่อหาแนวทางต่อสู้คดี
หากคุณกำลังประสบปัญหาผ่อนชำระค่างวด: ก่อนตัดสินใจคืนรถ ควรทำความเข้าใจผลทางกฎหมาย หรือปรึกษาทนายความถึงทางเลือกต่างๆ ที่อาจเป็นไปได้ เพื่อรักษาสิทธิ์ของคุณให้ดีที่สุด
สรุป
การที่ผู้เช่าซื้อยินยอมคืนรถยนต์ให้ไฟแนนซ์ก่อนที่สัญญาเช่าซื้อจะถูกบอกเลิกอย่างเป็นทางการนั้น ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อกันโดยปริยาย ซึ่งส่งผลให้ไฟแนนซ์หมดสิทธิ์ที่จะนำสัญญาเดิมมาฟ้องเรียกค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณีมีความสำคัญอย่างยิ่ง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อ หรือถูกฟ้องร้องเรียกค่าส่วนต่าง ทีมทนายความผู้เชี่ยวชาญจาก OSP LEGAL พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคดีของคุณ ติดต่อเราเพื่อนัดหมายปรึกษาเบื้องต้นได้ทาง Line: @osp-legal หรือ โทร 02-578-8303 และ 098-509-0956

